
เช้าวันที่เสาร์ที่ 28 กรกฎาคม เวลาประมาณ 8 โมงกว่า บริเวณนัดหมาย
ด้วยความที่โดนใบสั่งมาจากเบื้องสูง ว่าต้องใส่เสื้อโรสแควนขับ มาโดยพร้อมเพรียงกัน มันก็เรยมีเรื่องที่ต้องเล่าประเดิมให้ทุกๆท่านได้ทราบโดยทั่วกันถึงความรักพวกพ้องและ
เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาว RFC ที่ดูจะออกนอกหน้ามากถึงถึงมากที่สุดดังเหตุการ์ณต่อไปนี้

คือเช้าวันเดินทางนั้น น้อยหน่า เดินอยู่ริมถนนเพื่อมายังจุดนัดพบของชาวทริป@ปราณ เดินอยู่ดีๆก็รู้สึกได้ว่ามีรถคันหนึ่งค่อยๆชะลอความเร็วจากด้านหลังเข้ามาประชิด อารามตกใจ น้อยหน่าจึงหันไปโดยพลันพร้อมสองมือกำหมัดแน่นเตรียมจะต่อสู้ ด้วยในใจหวังอยู่ลึกๆว่าหน้าตาดีๆอย่างเราน่าจะมีคนเข้ามาทำมิดีมิร้ายเป็นแน่ แต่แล้วสิ่งที่เห็นก็คือ.....
ภายในรถคันนั้นมีไอ้เด็กหน้าเป็นคนหนึ่งโบกไม้โบกมือชี้โบ๊ชี้เบ๊
ทำท่าชี้นิ้วกระหน่ำมาที่หลังของน้อยหน่าอย่างบ้าคลั่ง ประหนึ่งว่า
เห็นญาติโกโหติกาของตัวเอง ที่พลัดพรากจากกันมานานแสนนานโดยบังเอิญ
ติดอยู่แค่ว่ารถยังคงวิ่งอยู่เท่านั้น ม่ายงั้นสงสัยน้อยหน่าคงจะโดน
ไอ้เด็กคนนั้นเทคตัวเข้ามาชาร์จจากระยะ 250 หลา
เพื่อแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเป็นแน่ และไอ้เจ้าเด็กคนนั้นคือ......ต้อง
น้องโพระดกหน้าหยกของหมู่ผู้อาวุโสประจำสมาคมถ่มน้ำหมากแห่งประเทศไทย

นี่คือข้อพิสูจน์ที่ดีว่า การที่เรามีเสื้อทีมเป็นของเราเองนั้น สามารถทำให้เราหากันเจอได้ง่ายขึ้น และดูเป็นกลุ่มก้อนกันอย่างเป็นธรรมชาติ ภายในพริบตาเดียว โอ้ พระเจ้าม้อด! มันยอดมาก!! แต่....มีอย่างหนึ่งที่อยากจะวอนขอบรรดาสมาชิกที่รักทั้งหลาย.....
อย่าได้ริอ่านชะลอรถเพื่อแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างที่ต้องทำอีกเลย เจ๊เสียขวัญง่า อิอิ
กลับมาที่การเดินทางของเรากันต่อ (ไง ชาวทริป คิดถูกไม๊ที่มอบหมายให้น้อยหน่ามาเล่าเหตุการ์ณให้ทุกท่านได้รู้ เพราะนี่แค่เพียงเริ่มต้น ยังมีคนโดนเผาสังเวยไปแล้วหนึ่งราย เอ ใครจะเป็นรายต่อไปดีน้า เริ่มกลัวๆกันแล้วช่ายม้า คริ คริ)


การเดินทางคราวนี้ เรามีพาหนะรวมกันทั้งสิ้น 3 คัน อันได้แก่
รถตู้ที่มีพี่เปิ้ล พี่หมู หลานแฮม หลานเบ๊บ โรส ต้อม โอ ต้อง และ เอ้อเป็นสมาชิก
รถพี่ออฟ ที่มีพี่ออฟกับพี่นุชนั่งฟังอุทยานเพลงเก่าเขย่าหยากไย่กันอยู่เพียงลำพังสองคน
และรถม้อด ที่มีม้อด แจน และน้อยหน่า
เมื่อทุกคนมาพร้อมกันแล้ว ต่างคันก็ต่างขับโดยมีที่หมายเดียวกันคือร้านชายเล อาหารซีฟู้ด ชะอำ

เรื่องรถคันอื่น เราไม่รู้ แต่เรารู้ว่า รถที่น้อยหน่านั่งนั้น เหมือนว่า คนขับได้สวมหัวใจนักแข่งรถยนต์ทางเรียบมายังไงยังงั้น
เพราะม้อดของเรามีความสามารถปาดซ้ายป่ายขวาได้อย่างน่าหวาดเสียวอยู่ตลอดเวลา น้อยหน่ากะแจน
......ซักน้อยเลยก็มิได้เอะใจว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของสนามแข่งรถทางเรียบกับท่านนักบิดม้อดไปแว้ว
ทั้งสองเลยพาซื่อเปรยกับม้อดไปว่า
“เอ่อ ม้อดขับเหมือนรีบเลย ไม่ต้องรีบก็ได้นะ พวกเราเรื่อยๆ”
แล้วม้อดก็ตอบกลับมาอย่าง สุภาพแต่แฝงไปด้วยความจริงจังว่า “ก็เราไม่ชอบที่รถมันติด
แล้วต้องมาขับตามแบบยึกๆยักๆไง”
ถ้าเป็นคนอื่นเค้าคงตระหนักได้แล้วว่ากำลังตบเท้าเข้าสู่โลกแห่งความเร็วโดยไม่รู้ตัว
แต่เราทั้งสองนั้นต่างก็ไม่ได้เฉลียวใจแต่อย่างใด จึงพากันนั่งเรียงเคียงรถไปกะม้อดอย่างลั้ลลา
และลิงโลดตลอดเส้นทาง จนวันสุดท้าย ทั้งน้อยหน่าและแจนก็ได้เจอเข้ากับตัวเอง เพราะม้อดสามารถขับรถด้วยความเร็วกว่า 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยสองมือปล่อยให้พวงมาลัยเป็นอิสระเพื่อเล่นกับกล้อง โบกมือไปมาให้กับแฟนๆในรถพร้อมๆกันได้ ซ้ำร้ายม้อดยังปาดแซงรถคันหน้าในขณะเข้าโค้งบนถนนวันเวย์ด้วยความเร็วกว่าร้อยกิโลให้เราชมเป็นขวัญตาอีกด้วย

......... ม้อด....หากว่าม้อดกำลังเข้าใจอยู่ว่าเสียงแผดกริ๊ดแต๋วแตกอย่างที่เรามีให้ม้อดในรถขากลับนั้น ได้มาจากการที่เราปลาบปลื้มในตัวม้อดมาแต่ด้งแต่เดิมนั้น มันผิดซะแล้วล่ะจ๊ะ เพราะว่ามันได้ถูกสกัดกลั่นออกมาตามสัญชาตญาณแห่งการพยายามเอาตัวรอด
เพียงเพราะเรากับแจนต่างหวาดกลัวว่า เราทั้งคู่จะได้กลับบ้านอีกหลังก่อนเวลาอันควรไปเสียก่อน
..... หากสมาชิก RFC ท่านใดต้องการพยานบุคคลแล้วไซร้ ให้กรุณาถามเอาจากพี่ออฟ เพราะพี่ออฟจะเป็นคนเดียวที่เล่าอารมณ์มาก เนื่องจากรถที่มักจะโดนปาดเป็นอันดับแรกได้แก่รถพี่ออฟและพี่นุชนั่นเอง



จนเมื่อโรสเห็นว่าท่าไม่ดี ก็เลยพยายามหันเหความสนใจทุกๆคนโดยการสัมภาษณ์แจนถึงความรู้สึกและเหตุผลในการตัดสินใจมาเข้าร่วมทริปนี้
เพื่อชะลอการกินทำลายล้างของเหล่าสายแข็งทั้งสี่ แต่เมื่อมากรอเทปวิดีโอดูอีกรอบ เราจึงได้รู้ว่า ความพยายามของโรสที่มีมาทั้งหมดนั้น ไม่ได้มีประโยชน์อันใดเลย
....เพราะจากเทป เราจะเห็นได้อย่างทนโท่ว่า ในขณะที่กำลังสัมภาษณ์กันอยู่นั้น แจน หนึ่งในสายแข็งประจำทริปก็ยังคงดินหน้ากิน กิน กิน และกิน อยู่อย่างต่อเนื่องและชำนาญโดยไม่มีการติดขัด
แจนจ๊ะ แจนอาจจะอ้างว่ากินเพื่อแก้เก้อแก้เขิน .....แต่แจนจ๋าแก้เก้อน่ะ
ไม่ต้องถึงสามจานขึ้นก็ได้นะ คริ คริ
รู้อย่างนี้ เราเลยได้สัมภาษณ์เหล่าสายแข็งต่อถึงสาเหตุและปรัชญาในการกิน
ที่ทำให้ทุกคนมั่นคงในการเดินหน้ากินแบบลืมโลกอย่างนี้....
ราวกับว่าเราทั้งสี่ไม่สะทกสะท้านต่อสายตาเหยียดหยามจากเพื่อนร่วมทริปคนอื่นที่ทยอยส่งมาเตือนเป็นระยะๆ...


กรณีแจน : เนื่องจากว่า น้อยหน่าและแจนได้มีโอกาสนั่งแทคทีมกินข้าวข้างกันอยู่จนเป็นที่เจนตาของชาวทริป เราทั้งสองจึงได้สร้างบริเวณที่เรียกว่า “หลุมดำ” ประจำโต๊ะกินข้าวขึ้นมาได้ทุกมื้ออาหาร โดยแทบไม่รู้ตัว เพราะไม่ว่าตรงไหนที่มีอาหารอยู่ ไม่ว่าเมื่อไรที่อาหารโดยไสผ่านหน้าเราทั้งคู่มา ก็เป็นการยอกเหลือเกินแล้ว ที่อาหารจานนั้น จะเหลือรอดกลับไปยังที่ๆจากมา (และอีกเหตุผลที่น้อยหน่าเห็นสมควรเป็นอย่างยิ่งที่ควรตั้งชื่อไว้อย่างนี้ ก็เป็นเพราะเราสองคนขาว ราวเม็ดสำลีกันเลยทีเดียว อิอิ)
ไม่รู้อะไรดลใจ “หลุมดำแจน”ได้เผยในมื้อหนึ่งหลังจากที่จบจานแรกไว้ว่า “ไม่เป็นไร ยังไม่ต้องเติม ไว้รอกินตอนที่เค้ากินเหลือกันแล้วดีกว่า” เมื่อนั้น ราวกับฟ้าได้ฉายแห่งความฉลาดมายังน้อยหน่า ทำให้ได้รู้ว่า เพราะอย่างนี้นี่เอง แจนถึงได้ยังกินอยู่ตลอดเวลา เพราะเมื่อพิ่ออฟเห็นท่าไม่ดีว่า อาหารเริ่มจะหมด แล้วดูทีท่าว่าแจนจะยังคงกินได้ต่อ พี่ออฟจึงสั่งเพิ่มแล้ว เพิ่มอีก อย่างไม่มีที่สิ้นสุด..... แล้วลองคิดดูเล่นๆซิว่า จะมีวันที่แจนได้หยุดกินกะเค้าบ้างไม๊ มีบ้างไม๊
ปรัชญาในการกินของแจนคือ แจนกินง่าย กินอะไรก็ได้ และ แจนกินได้เรื่อยๆ แอร๊ยส์!!! น่ากัวมากกกกกกกกกกกกกกกกก
(หลักฐานยืนยันความเป็นสายแข็งของแจน อ้างอิงได้จากรูปด้านล่างนี้ กรุณาสังเกตที่มือของทั้งสองให้ดีๆ ห้ามกระพริบตากันเลยทีเดียว)
รูปอีกมากมาย คลิกลิงค์เลยจ้า
จุดเริ่มต้น ของการเดินทาง
มื้อเที่ยงที่ชะอำ ที่ร้านชายเลซีฟู้ด
เที่ยวพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน
และแล้วก็มาถึง @Pran

ในขณะที่กำลังกินกันอยู่นั้น นักร้องของเราก็เด้งตัวขึ้นมาจากเก้าอี้พร้อมทั้งจ้องเป๋งไปที่ๆหนึ่ง
ที่ไกลออกไป นำมาซึ่งความตกอกตกใจ
แก่บรรดาสมาชิกผู้ร่วมโต๊ะที่เหลือเป็นอันมาก
แต่โรสก็ไม่ได้ทำให้ทุกคนต้องสงสัยนาน เพราะโรสก็เอ่ยออกมาด้วยเสียงตื่นเต้นว่า “เครื่องบิน เครื่องบิน” ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างนั้น จนทุกๆคนจึงพร้อมใจกันหันไปมอง นอกจากทริปนี้เราจะได้พักผ่อนกันแล้ว
เรายังได้สอนหลานๆถึงสำนวนไทย
โดยการสาธิตให้หลานได้จดจำจากสถานการ์ณจริงอีกด้วย (เราขอละเอาไว้ว่าสำนวนนั้นคืออะไร ........
.คนที่อ่านข้อความข้างหน้าด้วยความตั้งใจมาโดยตลอด น่าจะพอเดาได้)
ยังไม่ทันสิ้นคำ ว่าแล้วโรสก็ดีดตัวออกไปพร้อมเงินจำนวนหนึ่ง มุ่งหน้าไปหาคนขายเครื่องบินโฟมลำน้อยทันที
พวกเราฝั่งทางนี้ ก็เห็นพี่หมูจับสายตาไปที่โรสซักระยะ แล้วจู่ๆพี่หมูก็ชะงักเพื่อลงมาก้มๆเงยๆหาอะไรบางอย่าง......
โทรศัพท์ ใจเราเองตอนนั้น นึกว่าพี่หมูจะโทรไปปรามโรสว่าอย่าซื้อเลย
....... แต่ที่ไหนได้
เสียงที่เราได้ยินจนทำให้เราต้องเงยหน้าจากอาหารที่กำลังกินอยู่
ก็คือ
เสียงของพี่หมูที่กรอกใส่โทรศัพท์ไปว่า “โรส
พี่หมูเอาลำที่มันมีปีกสองชั้นนะ” --- เฮ้อ
ให้มันได้อย่างนี้กันทั้งบ้านเลยสิน่า
ได้ยินดังนั้น
ดั่งได้ยินเสียงอนุญาตจากเบื้องบน
โรสเลยเหมาเครื่องบินมาทั้งสิ้น 7
ลำได้มาแล้วก็รีบแจกจ่ายให้แก่สมาชิกคนอื่นๆด้วยความรวดเร็ว ครั้นแจกเสร็จโรสก็ไม่รีรอ
คว้าเครื่องบินโฟมมาวิ่งปุเลงๆลากไปลากมาทันที

แต่ เอ่อ โรส..... น้อยหน่ามองจากที่ไกลแล้ว เห็นโรสวิ่งเริงร่าได้ไม่นาน แล้วก็หยุด ซักพักใหญ่ๆกว่าที่จะเห็นโรสเริ่มวิ่งอีกครั้ง แล้วก็หยุดอย่างจริงจัง พร้อมทั้งลูบๆคลำๆเครื่องบินของตนอย่างเอาเป็นเอาตาย (ตอนนั้น บนชายหาดมีทั้งโอ ต้อง หลานแฮม เบ๊บและพี่หมู ที่กำลังเล่นเครื่องบินกันอย่างสนุกสนาน และน้อยหน่าที่ตามไปสมทบเป็นคนสุดท้าย เพราะโอหันมา กวักมือไหวๆ มาเรียกคนที่กำลังกินข้าวอยู่ให้ลงไปเล่นเพิ่ม)
หลังจากที่น้อยหน่าได้วิ่งพอให้เหนื่อยแล้ว ก็หันไปเห็นศิรินทิพย์ยังคงกำลังยืนหน้านิ่วคิ้วขมวด
ง่วนอยู่กับเครื่องบินของตัวเอง เมื่อเดินเข้าไปสอบถาม เราได้พบว่า ศิรนทิพ์ได้สังหารเครื่องบินลำแรกจนตกและหักไปเรียบร้อยแล้ว และสำหรับลำที่อยู่ในมือตอนนี้ โรสก็กำลังแก้ไขสถาการ์ณด้ายชักเครื่องบินพันกันอย่างมือเป็นระวิง พร้อมด้วยคิ้วที่ผูกโบว์
ด้วยความสงสารเลยให้ลำของตัวเองไปแทน หลังจากอิดออดพอเป็นพิธีศิรินทิพย์จึงเดินจากไป
พร้อมเครื่องบินลำใหม่อย่างร่าเริง และออกวิ่งปุเลงๆ อีกครั้ง







