
มาต่อมื้อเย็นกันเรย ....
พอเมื่อเราสองคนเดินมาตระเตรียมก่อไฟนั้น ดูเหมือนว่าทุกคนจะเป็นห่วงว่าเราสองคนจะสามารถทำสำเร็จหรือไม่ แต่เห็นจะไม่มีใครห่วงเท่าพี่โป้งได้อีกแล้ว เพราะพี่โป้งจะเดินมารอบแล้วรอบเล่า พร้อมกับตอกย้ำนิ่มๆว่า “น้อยหน่า เราจะกินกันวันนี้นะ....” แล้วก็เดินจากไป
เอ่อ พี่โป้งคะ ไม่สนับสนุนน้อยหน่าไม่ว่า แต่อย่ามาปรามาสฝีมือกัน (นี่ ดูซี่ กล้าคิดไม๊!) น้อยหน่ากะแจนเลยฮึดพยายามจุดไฟจนสำเร็จ เมื่อไฟติด เราต่างลิงโลดมาก สองคนช่วยกันมองซ้ายมองขวา แล้วพอไม่เห็นใครก็เลยค่อยๆเอาซีฟู๊ดลงเตาอย่างร่าเริง
ในระหว่างที่เรากำลัคร่ำเคร่งอยู่กับการจุดไฟนั้น มองไปเบื้องหน้า เราก็ได้เห็นขาประจำคาราโอเกะ และจอมไมค์อย่างพี่ออฟและต้องเข้าประจำที่เพื่อทดสอบเสียงของเครื่องเล่นคาราโอเกะอย่างบ้าคลั่ง แถมมีกองหนุนเป็นพี่เปิ้ลที่เดินมาเช็คความเคลื่อนไหวของทั้งสองนักร้องสมัครเล่นเป็นระยะ
โดยทั้งสองสลับกันร้องเพลงอย่างสนุกสนาน โดยไม่นึกสะท้อนในใจเลยว่ามีไอ้เด็กล่ำสองคนยืนหน้าดำทำหน้าเครียดอยู่หน้าเตาเพื่อพยายามที่จะจุดไฟให้ติด โดยปราศจากการยื่นมือเข้าช่วยเหลือจากทั้งสองแต่อย่างใด
....... แต่แล้ว เหมือนกับฟ้ามีตา ที่จู่ๆ คอมก็แฮงค์
วะฮ่าฮ่า ฮ่าฮ่า ฮ่าฮ่า ฮ่า ฮ่า โสะ น้า หน้า .......
สลับฉากกลับมาที่เตาย่างบาร์บีคิวของเรากันอีกครั้ง
เมื่อแจนเริ่มมีความสุขกับการปิ้งย่างสรรพสิ่งนานา
และเริ่มใช้ความสร้างสรรค์ในการหยิบจับไอ้โน่น
คีบไอ้นี่ บรรจงเอามาลงวางบนเตาอย่างเบามือ ทันใดนั้น
เราทั้งคู่ต่างได้ยินเสียงๆแห่งความห่วงใยดังขึ้นมาจากด้านหลัง
พร้อมกับประโยคที่ลอยมาตามลมว่า
“พี่น้อยหน่า เค้าไม่เอาปลามาวางไว้กันตรงกลางเตากันไม่ใช่เหรอคะ”
ฟังๆแล้วก็พอรู้ได้ว่ามีคนจำนวนไม่ต่ำกว่าสองคนยืนอยู่ด้านหลัง
และทั้งคู่กำลังส่งสายตาพินิจพิจารณามาที่เตาเพื่อจับผิด
การละเล่นของเราอย่างเอาเป็นเอาตาย
และเจ้าของเสียงทั้งสองก็คือ ต้อม กับ โอ สองสาวที่ได้ก้าวเข้ามาเพื่อกู้ชีพทุกๆคนเอาไว้
จากอาการอาหารเป็นพิษด้วยเพราะการบริโภคซีฟู๊ดที่ปรุงแบบ
กึ่งสุกกึ่งดิบเพราะฝีมือสมัครเล่นของน้อยหน่ากับแจน
...... ตอนนั้นบอกได้เลยว่าเสียงในใจร้องทักท้วงขึ้นมาทันทีว่า ..... “โอ๊ะ โอ๋ ในที่สุดก็มีคนจับได้แล้วว่าเรากะลังแอบเล่นไฟกันอยู่ สงสัยว่าจะหมดเวลาสนุกแล้วสิ ...........วะฮ่าฮ่า ฮ่าฮ่า โสะ น้า หน่า ตัวเอง..........” แต่ปากก็ยังพูดออกไปว่า






พอเริ่มรู้ว่าตัวเองจะเถียงแพ้เพราะข้อมูลไม่แน่นและความรู้ด้านการทำอาหารไม่พอแล้ว
เราก็เนียนโดยการทำเป็นเออๆออๆกับทั้งสองคน แล้วก็ปล่อยให้โอ
และต้อมมาเทคโอเวอร์คุมเตาหลัง
จากนั้น โดยที่เราทั้งสองขอสมัครเป็นลูกมืออยู่ไม่ห่าง
การที่โอและต้อมเข้ามามีบทบาทหน้าเตา นอกจากจะทำให้เราได้กินอาหารที่ปรุงอย่างถูกสุขลักษณะแล้ว
ยังทำให้เราทั้งสองได้เรียนรู้ว่า การนั่งอยู่เฉยๆเพื่อรอกินอาหาร น่าจะเป็นสิ่งที่เราสองคนน่าจะทำได้ดีที่สุด
(เอ หรือนี่จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เราพยายามจะกินข้าวในทุกมื้ออาหารมากๆ เพื่อเป็นการระลึกถึงบุญคุณ
ของผู้ทำอาหารทุกคน --- แหม นี่ก็เป็นข้ออ้างที่เข้าท่าดีเนอะ)
เหตุผลส่วนหนึ่งที่เราสองคนอาสาอยู่หน้าเตาตลอดเวลา
ก็อาจจะเป็นเพราะการที่เราจะได้กินอารหารกันได้อย่างทันท่วงที.....เข้าทางเราซะแล้ว อิอิ
.....ไม่ต้องสงสัยเลย ว่าซีฟู๊ดที่ปิ้งกันไปเยอะๆแล้วดูเหมือนไม่มีทีท่าว่าจะถึงโต๊ะกลางวางอาหารซักที
นั่นเป็นเพราะพวกเราที่มายืนสกัดดาวรุ่งดักจับอาหารกันอยู่ตั้งแต่ก่อนเสิร์ฟไปเสียกว่าครึ่ง
แต่ว่าก็ว่าเถอะ ขอเล่าเรื่องที่เราสองคนไม่มีเบสิกด้านการทำครัวเอาซะเลยให้ได้ฟังกันซะหน่อย
เผื่อเอาไว้เป็นข้อมูลให้ใครๆก็ตามที่มีส่วนในการพิจารณามอบหมายหน้าที่ให้เราสองคนรับผิดชอบ
หากจะทำสังฆกรรมใดๆร่วมกันอีกในอนาคต ว่าเป็นการสมควรหรือไม่ที่เราทั้งสองจะได้มาเจ๋ออยู่หน้าเตา
อย่างทริปปราณนี้อีกหรือไม่
เนื่องจากว่า ในบรรดาอาหารทะเลที่ต้องย่างกันนั้น
มีกุ้งประกอบอยู่ด้วย ต้อมก็เลยลองผ่าหลังกุ้งแล้วย่าง
เพื่อทดสอบว่า กุ้งแบบที่ผ่าหลังแล้ว หรือยังไม่ผ่า
แบบไหนอร่อยกว่ากัน ตอนนั้นแจนได้รับหน้าที่ย่างกุ้ง (ไม่ได้เป็นเพราะว่าเค้าไว้ใจหรอกนะแจน
แต่เพราะว่าแจนถือคีมคีบอาหารอยู่พอดี แล้วไอ้การย่างกุ้งเนี่ยะ
ก็ไม่น่าจะต้องอาศัยความสามารถมากนัก
นอกจากนี้แจนยังดูมีความสุขมากเมื่อได้เล่นกับไฟ
เค้าก็เลยปล่อยให้แจนเล่น --- อันนี้ต้องคอนเฟิร์ม
เพราะตอนจะเอาสิ่งใดๆวางลงบนเตา
แจนจะหันมาทำหน้าขออนุญาตจากทุกคน
และตาของแจนจะเป็นประกายสุกใสมากเมื่อไม่มีใครต้านทานอะไร)
ไอ้ตอนย่างน่ะไม่เท่าไร แต่ตอนเอากุ้งขึ้นมาเพื่อแกะ
แล้วทำการพิสูจน์ว่าแบบผ่าหรือไม่ผ่าหลัง แบบไหนอร่อยกว่ากัน
มันก็มีเรื่องที่ต้องให้ได้พูดถึงกันซะหน่อย
เพราะว่าแจนรับหน้าที่ในการแกะกุ้งไป.......

กุ้งที่ได้ผ่าหลังถูกแกะและวางเรียงอยู่บนจานอย่างสวยงามเพื่อรอการพิสูจน์รสชาติ แต่ปัญหามันมีอยู่ว่ากุ้งที่ไม่ได้ผ่าหลังเจ้ากรรมที่มีอยู่เพียงตัวเดียวนั้น ดันพลัดหลุดออกจากมือของแจน พอกุ้งตัวนั้นตก แจนก็ทำตลกโดยการค่อยๆย่อตัวลงแล้วจกเอาร่างกุ้งไม่แกะเปลือกตกชะตาขาดจากพื้นแล้วยัดเข้าไปในถุงขยะในพริบตา แล้วรีบกลับยืนขึ้นมาเนียนทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ด้วยเพราะกลัวความผิด
เพราะตอนนั้นโอ กับ ต้อมกำลังเร่งเร้าเอาคำตอบจากเหล่าแม่ช้อยนางรำที่ยืนรอชิมตัดสินว่าจะผ่าหลังกุ้งดีหรือไม่ .......แต่ แจน ........คดีพรางศพกุ้งเผาไม่แกะเปลือกนั้น มันได้อยู่ในสายตาของน้อยหน่า ตลอดเวลาเลยนะ (และตอนนี้ คนอื่นๆที่เข้ามาอ่านก็ได้รู้ความจริงแล้วด้วย วะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า))
และตอนนั้นเองที่โอ กับต้อมต้องไปเผาอย่างอื่นต่อนั้น น้อยหน่าก็ได้อาสาผ่าหลังกุ้งให้ ซึ่งวิธีการในการผ่าหลังกุ้งแบบที่จะให้ง่าย เร็ว และ ปลอดภัยที่สุด คือการวางตัวกุ้งลงบนเขียงแล้วค่อยๆเอามีแล่เข้าตรงกลางลำตัวเพื่อแบ่งบริเวณนั้นออกเป็นสองซีก แต่สำหรับน้อยหน่า ที่เปี่ยมไปด้วยพละกำลัง แต่ด้อยซึ่งความรู้ด้านการทำอาหารนั้น เอามือซ้ายช้อนตัวกุ้งให้เหยียดออก แล้วเอามือขวาที่ถือมีดเล่มเล็กที่คมมากค่อยๆบรรจงกรีดลงบนหลังกุ้ง นึกภาพง่ายๆ มันเป็นการจับมีดวิธีเดียวกันกับการจับมีดแกะสลัก ตอนแรกน้อยหน่าก็ไม่เอะใจ แต่เมื่อใครต่อใครเดินผ่านมาแล้วทักกันเป็นเสียงเดียวว่า เอ๊ย นี่เรากำลังแกะสลักอยู่รึเปล่าเนี่ยะ ก็เลยได้เฉลียวใจ
...........แต่ไม่สำนึก เพราะก็ยังเดินหน้าผ่าหลังกุ้งด้วยวิธีแกะสลักกันต่อไป โดยเมื่อเวลามีคนเดินเข้ามาทักนั้น ก็จะทำหน้าเชิดแล้วตอบไปว่า “อ้าว นี่ไม่รู้เหรอะ นี่เป็นวิธีผ่าหลังกุ้งแบบชาววัง ไม่ดีเหรอ ได้กินกุ้งแกะสลักน่ะ”


จนสุดท้าย ก็เป็นโอ ที่ทนไม่ได้
(เนื่องจากโอล้างและแกะปลาหมึกถุงใหญ่เสร็จไปเรียบร้อยแล้ว แต่ยังหันมาเห็นน้อยหน่าง่วนอย่กับการแกะกุ้งอยู่
ไม่สร็จไม่สิ้นกันเสียที)
หลังจากที่ถอนหายใจเฮือกใหญ่เพื่อไว้อาลัย
ให้กับน้อยหน่าเรียบร้อยแล้วโอ ก็ลงมือผ่ากุ้งอย่างชำนาญในทันที
ีด้วยสปีดสูงส่ง
ประหนึ่งเซนต์เซย่า พร้อมกับหันมาบอกน้อยหน่าด้วยเสียงอ่อนใจว่า
“พี่น้อยหน่า ไอ้เส้นตรงกลางหลังที่เห็นเนี่ย เป็นไข่มันนะพี่ พี่ไม่ต้องเอาออก”
“อ้าว จริงเหรอ (ทำหน้าเหวออย่างแรง) เพราะน้อยหน่าเอาออกทุกตัวเลยอ่ะ” เสียงอึกอัก และเริ่มลนลาน
“จริงพี่ ใช่ป่ะต้อม” โอตอบทันควันด้วยน้ำเสียงจริงจัง (แน่ะ โอ นี่ยังทำพี่ไม่พอใจอีกเหรอ เล่นหันไปขอเสียงสนับสนุนจากต้อมอีก)
ต้อมก็ตอบด้วยสัญชาตญาณแม่ช้อยเช่นเดียวกันว่า “อื้อ ใช่ ตรงนั้นเป็นไข่มัน” (เหมือนเค้ากำลังฟังคุณแม่บ้านสองคนคุยภาษาต่างดาวของชาว
Kitchen Mania ที่เราฟังยังไง ก็ไม่รู้เรื่องได้)
“แต่มันเป็นเส้นสีดำอยู่ตรงหลังกุ้งนะ เค้าไม่กินเส้นสีดำหลงกุ้งกันไม่ใช่เหรอ” น้อยหน่าโต้กลับ ด้วยหวังว่าความรู้ที่ได้มากจากการดูรายการทำอาหารตามโทรทัศน
์จะพอช่วยพลิกสถานการ์ณให้ดีขึ้นมาได้บ้าง ----- อาจารย์ยิ่งศักดิ์ขา ช่วยหนูด้วย ฮือออออออออออออออออออออออออออ
“อ๋อ มันก็อยู่ด้วยกันนั่นแหละค่ะ” โอตอบอย่างใจเย็น แต่น้อยหน่าแอบเห็นระดับมีดที่โอกำลังถือว่ามันเริ่มอยู่สูง พอๆกับระดับพุงกะทิของน้อยหน่า คล้ายๆเป็นการเตือยกลายๆว่า จะหยุดเถียงได้หรือยัง
เห็นท่าไม่ดีดังนั้น ผนวกกับเริ่มไม่แน่ใจในอาจารย์ยิ่งศักดิ์ในทีวี น้อยหน่าก็ได้แต่อ้อมแอ้มคอยกลับไปว่า
“อืมๆ งั้นเราก็ต้องกินมันเข้าไปด้วยสินะคืนนี้”
พูดจบ หันไปมองหน้าโอ แล้วจึงกล่าวต่อว่า
“แต่ เอ่อ ไม่เป็นไรหรอก ยังไงมันก็อร่อยอยู่ดีแหละเนอะ เนอะ เนอะ” ............... น้อยหน่าว่า ถ้าใครเห็นหน้าโอภาคเจ้าแม่กาลีลงอย่างที่น้อยหน่าเห็นแล้วล่ะก็ รับรองว่า ร้อยทั้งร้อยก็จะรีบพูดกลบเกลื่อนเอาตัวรอด
อย่างที่น้อยหน่าทำทั้งนั้นแหละ
รูปอีกมากมาย คลิกลิงค์เลยจ้า
จุดเริ่มต้น ของการเดินทาง
มื้อเที่ยงที่ชะอำ ที่ร้านชายเลซีฟู้ด
เที่ยวพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน
และแล้วก็มาถึง @Pran



ตัดกลับมาที่เวที (อืม ลืมเล่า ว่าพี่โป้งได้จัดสวนหย่อมเล็กๆ ด้านหน้าที่อยู่ใกล้ๆทะเลให้เป็นที่สำหรับปาร์ตี้บาร์บีคิวของเรา
ในคืนแรก มีเวทีอยู่ตรงกลางพร้อมสายระโยงระยางของเครื่องเสียง
และไมค์ เมื่อเห็นไมค์แวบแรก ก็นึกในใจทันทีเลยว่าพี่โป้งอาจจะมีเจตนาฆ่าน้องๆให้ตายคาเวที เพราะการร้องเพลงออกไมค์นั้น เราต้องรวบรวมความกล้าเป็นอย่างมากทีเดียว
คือประมาณว่าถ้าร้องไม่ดี ก็ให้เดินไปข้างๆแผงเครื่องเสียงให้ไฟดูดตายกันไปข้าง)
ระหว่างนั้น พี่ออฟ กับ ต้อง แตะมือผลัดกันร้องเพลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนคนที่เหลือ ก็ใช้เวลาไปกับการกินอาหารค่ำแบบบุฟเฟ่ต์ที่ได้รับ
การอนุเคราะห์จากพี่เบธ สละทั้งเวลา และแรงกายในการจัดเตรียมให้เราได้กินกัน ซึ่งนอกจากเราจะได้กินซีฟู๊ดกันอย่างอิ่มหนำกันแล้ว ยังมีข้าวผัดเป็นเครื่องประกอบอีกด้วย


(เมื่อเห็นอาหาร น้อยหน่าก็เริ่มเอะใจ เอ นี่เป็นมื้อที่สองแล้วนะ ที่เรามีข้าวผัดเป็นตัวยืนพื้น แต่ก็คิดปลอบใจตัวเองว่า....ช่างเถอะ เพราะคาดว่าวันรุ่งขึ้นเราคงไม่ต้องกินข้าวผัดกันอีกแล้ว)
แต่อย่างที่ได้โปรยหัวไปก่อนหน้าแล้วว่า ข้าวผัดที่พี่เบธทำนั้นเป็นอาหารชั้นเทพดีๆนี่เอง เราทุกคนได้ประจักษ์กันในแทบจะทันทีว่าคงจะมีโอกาสอีกน้อยนักที่จะได้กินข้าวผัดอร่อยล้ำอย่างนี้ ขนาดพี่เปิ้ลที่ควบคุมอาหารก็กินเข้าไปหลายจานจนเจ้าตัวอดมากล่าวโทษความอร่อยของข้าวผัดพี่เบธอยู่ทุกครั้งที่มีคนเอ่ยถึงไม่ได้ ว่าก่อให้ใครต่อใครเกิดกิเลส ต้องกินข้าวผัดพี่เบธไม่ต่ำกว่าสองจาน
(ถ้าพูดชมรสชาติข้าวผัดของพี่เบธ พี่เบธจะเก็บอาการดีใจเอาไว้ข้างใน แล้วก็เถียงด้วยเสียงแกมกระเง้ากระงอดนิดๆว่า แหม อย่ามาทำเป็นชมเลย......น่านะพี่เบธ ยอมรับได้แล้ว ว่าข้าวผัดฝีมือพี่เบธน่ะไม่ได้เป็นสองรองใครเลย แล้วไอ้ที่เราคุยเล่นกันไว้ว่าให้พี่เบธลองมาเปิดร้านขายเฉพาะข้าวผัดตามย่านที่คนเยอะๆนั่นน่ะ มันอาจจะง่ายขึ้นและไม่กลายเป็นแค่เรื่องเล่นๆอีกต่อไป เพราะตอนนี้ น้อยหน่าว่าคนในเว็บกว่าครึ่งอยากลิ้มลองฝีมือข้าวผัด และมิโกเล็งของพี่เบธเป็นแน่ ........อ่านไปแอบอมยิ้มไปด้วยช่ายม่า พี่เบธจ๋า)


