
..............ดูเหมือนว่าคืนแรกจะผ่านพ้นไปด้วยดีแล้ว แต่.......มันยังไม่เท่านี้น่ะสิ มันมีอะไรมากกว่านั้น.......
.............สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร วะ ฮ่าฮ่า..........

ต้องขอย้อนความไปยังตอนหัวค่ำกันสักนิด เนื่องจากทริปนี้เราได้จัดเครื่องดื่มมากมายเอาไว้สำหรับชาวทริปได้เลือกดื่มกันตามอัธยาศัย
ด้วยความที่ต้องซ้อมการจะต้องก้าวไปเป็นนางฟ้าปีกอ่อนอีกคนหนึ่งจึงได้พยายามทดลองผสมเครื่องดื่มหลายๆรูปแบบ
เพื่อสร้างความคุ้นเคยหากต้องผสมค็อกเทลจริงๆ แต่อย่างไรก็ดีเหมือนว่าจะขายไม่ดีเท่าไรเพราะไม่มีใครหลวมตัวมาสั่งเลย
จนเมื่อได้ยินเสียงสวรรค์จากแจนว่า


แจน : “น้อยหน่า เอามาแก้วนึงให้ม้อด” ทำท่าพยักเพยิด
ไปทางม้อดที่ยืนอยู่ไกลๆ ผู้กำลังง่วนกับการย่างเนื้อและ
ดูไม่มีท่าทีว่าจะสนใจค็อกเทลของน้อยหน่าเพียงน้อย
น้อยหน่า : “เหรอ ม้อดเอาจริงเหรอ” ถามแจนกลับไป
ด้วยหน้าเหรอหราด้วยความไม่เชื่อใจ แต่ในขณะเดียวกัน
ก็ขยับมือเป็นระวิงกันเลยทีเดียว
แจน : (ไม่ตอบ แต่ทำหน้าตาขึงขังคล้ายๆเป็นการตอบอ้อมๆว่า
--- เชื่อชั้นเถอะน่า)
น้อยหน่า : “อ่ะนี่ ได้แล้ว” พูดพลางกุลีกุจอส่งแก้วให้
พร้อมกับจับสายตาตามแก้วไปเพื่อดูหน้าของม้อด
เมื่อรับแก้วว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
ม้อด : (ตะโกนมาจากเตาย่างบาร์บีคิว) “นี่น้ำเปล่าเหรอ
ทำไมมันขุ่นๆล่ะน้อยหน่า” ถามด้วยสีหน้างุนงงเพื่อ
ย้ำความมั่นใจในความปลอดภัยก่อนบริโภค
เมื่อตัดเค็กวันเกิดเรียบร้อย เหมือนว่าน้อยหน่าตาฝาด
เพราะเห็นภาพม้อดที่กำลังคีบเค็กชิ้นย่อมๆไว้ด้วยนิ้วโป้งและนิ้วชี้ด้วยมือข้างซ้ายเหมือนพยายามที่จะป้อนให้เข้าปากตัวเอง
แต่ว่ามือเจ้ากรรมกลับมาเท้าอยู่ตรงหว่างหน้าผากและแปะเอาไว้นิ่งๆอย่างนั้น (คือนึกง่ายๆนะคะ มันคืออาการก่ายหน้าผากด้วยหลังมือ
ที่นิ้วทั้งสองตามที่กล่าวกำลังหนีบเค็กเอาไว้) จากนั้นม้อดก็ไม่ไหวติงอีกต่อไป คล้ายๆว่ามีคนเอากล้องดิจิตอลที่มีความสามารถ
ในการหยุดภาพเคลื่อนไหวได้มาถ่ายม้อดเก็บเอาไว้อย่างไรอย่างนั้น ผิดเพียงว่าทั้งภาพและของจริงก็นิ่งเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน
หลังจากที่ได้ชี้ชวนกันดูม้อดอย่างเอ็นดูจนพอใจแล้ว (ม้อด น้อยหน่าขอโทษที่ไม่กระทั่งรู้สึกผิดที่ได้ทำกับม้อดอย่างนี้)
เราจึงได้พยายามปลุกม้อดเพื่อเช็คอาการกันอีกที แต่ม้อดก็ยังยืนยันว่ายังไหว และพิสูจน์โดยการขึ้นไปร้องเพลงให้เราฟัง
เพื่อแสดงให้เราเห็นว่าสิ่งที่เรากำลังกังวลอยู่นั้น มันไม่จริงเลย.............
คาราโอเกะเสียงโพลีโฟนิคของเราด้วยเพลงที่จังหวะคร่อมไปมาอย่างแหลกลาญ และไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆแม้แต่น้อย
......."ช้านหวงงงงงงงงงงงงงง ช้านนนนนนนมาทวงของงงงงงงงงงงช้านนนนนนนนนนคืน............" ........ม้อดเอ๊ย
พวกช้านนนนท้างหลายนี่แหละที่จำได้ดีทีเดียว


น้อยหน่า : ด้วยความกลัวเสียลูกค้า และคิดว่าม้อดเอง
ก็น่าจะมีภูมิต้านทาน
ค็อกเทลอยู่บ้างไม่มากก็น้อย เลยตอบไปอย่างทันควันว่า
“น้ำเปล่า กินๆไปเหอะ ไม่เป็นไรหรอก”
ม้อด : ได้ยินดังนั้นก็ก้มลงจิบ แล้วทำหน้าตาแปลกๆ
น้อยหน่า : เห็นดังนั้นแล้วตะโกนไปว่า “กินได้ไม๊ กินไม่ได้ก็ไม่ต้องกินนะ”
เนื่องจากเป็นห่วงม้อดอย่างสุดซึ้ง
ม้อด : หันมายิ้ม แล้วโบกมือ พร้อมตอบว่า “กินได้ๆ อร่อยดี ไม่เป็นไร”
น้อยหน่า : เมื่อได้ยินคำตอบจากม้อดว่ามาอย่างนี้ น้อยหน่าก็ให้สบายใจเป็นอันมาก
...................เวลาผ่านไปไม่นาน .......................
ม้อด : น้อยหน่าเห็นม้อดเดินส่ายอาดๆเข้ามา ในมือถือแก้วเปล่า
มาหยุดอยู่ตรงหน้าแล้วเอ่ยว่า “น้อยหน่า เอาอย่างเมื่อกี้อีกแก้ว”
พูดเสร็จทำภาษามือบอกตัวเลขหนึ่งเพื่อเป็นการยืนยันความประสงค์
น้อยหน่า : หันขวับกลับมามองม้อดด้วยสายตาไม่เชื่อ แต่มือก็คว้าหมับรับแก้ว
มาจากม้อด แล้วจึงส่งแก้วที่มีค็อกเทลเต็มเปี่ยมกลับคืนไปให้ม้อด
ม้อด : เมื่อรับแก้วแล้วก็ไม่พูดพล่ามทำเพลง ลงมือดื่มต่อทันที

..................เวลาต่อมา......................................
หลังจากที่เราเริ่มเล่นเกมกัน เราก็ได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของม้อดทีละน้อยๆ
เพราะหน้าม้อดเริ่มแดงขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังดูสนุกสนานรื่นเริงและเป็นกันเองอย่างรุนแรง ได้เห็นดังนั้น
น้อยหน่าจึงปลงใจเชื่อแทบจะในทันทีว่า แท้ที่จริงแล้วนอกจากที่ม้อดจะเป็นคนที่มีความสามารถ
ด้านกีฬาร้อยแปดอย่างแล้ว ม้อดยังเป็นองค์ประทับของเทพเจ้ากวนอูในยามวิกาลของ
คืนเดือนเพ็ญอีกด้วย ด้วยความเป็นห่วงพวกเราก็ได้แต่ทักถามอาการของม้อดว่ายังเป็นสุขดี
หรือไม่อย่างไร
และเท่าที่ม้อดตอบได้ (ม้อดเอง ก็ดูไม่ค่อยแน่ใจตัวเองเหมือนกัน เกี่ยวกับตัวเองว่ารู้สึกอย่างไร
เอ หรือว่าเป็นเพราะอิทธิฤทธ์ขององค์บังคับไม่ให้พูดเนี่ยะ) ม้อดก็ได้แต่บอกเราว่า ไม่เป็นไร
ไม่ต้องเป็นห่วง สบายดี แต่แล้ว.......... ม้อดก็เริ่มนิ่ง.......นิ่ง...............และนิ่งขึ้นเรื่อยๆ

แต่แล้วหลังจากที่เสร็จสิ้นการร้องเพลงแบบ ม้อด ม้อด........
ราวกับว่าเทพเจ้ากวนอูได้สำแดงฤทธาอภินิหาร เพราะร่างทรงม้อดนั้นได้หายไป
อย่างไร้ร่องรอยทิ้งไว้เพียงความฉงนสนเท่ห์ของบรรดาสมาชิกที่เหลือ
ถึงการหายไปของม้อดจนต้องส่งทีมกู้ชีพเข้าค้นหา แรกเลยเนี่ยเป็น โอ ที่มาเล่า
ให้ฟังทีหลังว่าโอเข้าไปเห็นม้อดนินอยู่บนเตียง เหงื่อโทรมกาย จนโอทนไม่ไหว
ต้องเดินไปเปิดแอร์ให้ม้อด เมื่อแอร์เริ่มทำงาน ม้อดก็สลึมสลือเงยหน้าขึ้นมา
แล้วเอ่ยว่า “เออ ขอบใจมาก” ก็อย่างที่บอกว่าแม้องค์จะลงม้อด
แต่องค์ก็ไม่สามรถลบล้างความสุภาพเรียบร้อยมีสัมมาคารวะไปจากม้อดได้เลย
(ของเค้าดีจริงๆนะนี่)
ทีมแรกผ่านไป พอมาถึงทีมที่สอง เป็นต้องและใครอีกซักคนนี่แหละ (ขอโทษท
ี จำไม่ได้จริงๆ) เล่าให้ฟังว่า เห็นว่าม้อดหายไปนานก็เลยไปตามที่ห้อง
เพื่อเช็คความปลอดภัย แต่เมื่อเข้าไปในห้องก็ต้องตกใจแทบสิ้นสติ
เมื่อไม่เห็นแม้แต่เงาของม้อดอยู่บนเตียง มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น
ที่ยืนยันการมีชีวิตอยู่ของม้อดคือห้องน้ำที่ล็อคอยู่ รู้ดังนั้น ต้องจึงแนบหูเข้ากับ
ประตูแล้วลองฟังเสียง
เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงน้ำไหลอย่างต่อเนื่อง น้อยหน่าเดาว่า
ตอนนั้นต้องคงกำลังนึกว่าตัวเองกำลังอยู่ในฉากหนึ่งในหนังที่พบว่า
เพื่อนของตัวเองขังตัวอยู่ในห้องน้ำในขณะที่หมดสภาพโดยมีเสียงน้ำที่เปิดเอาไว้
ยืนยันว่าคนที่อยู่ในห้องน้ำนั้น ไม่มีแม้ความสามรถในการปิดน้ำได้........
ไม่พูดพล่ามทำเพลง ต้องจึงเริ่มเคาะประตูและเรียกม้อดให้ออกมาจากห้องน้ำ
อย่างบ้าคลั่ง (กรุณานึกภาพตาม คล้ายๆกับว่าพระเอกตามมาช่วยเพื่อนพระเอกที่เพิ่งประสบกับเหตุการณ์
สะเทือนใจอะไรมาซักอย่าง แล้วขังตัวอยุ่ในห้องน้ำ เพื่อกระทำการใดๆ
ที่เป็นผลร้ายต่อตัวเอง เพราะจะได้อารมณ์มาก --- แต่กรณีของม้อดนั้น
ไม่ได้ดราม่าขนาดนั้นนะ อิอิ)
รูปอีกมากมาย คลิกลิงค์เลยจ้า
จุดเริ่มต้น ของการเดินทาง
มื้อเที่ยงที่ชะอำ ที่ร้านชายเลซีฟู้ด
เที่ยวพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน
และแล้วก็มาถึง @Pran


เอ! หรือว่างานอดิเรกของต้อมคือการเดินสายไปเป็นหน้าม้าเต้นหน้าเวทีคอนเสิร์ต ซึ่งโดยมากเราจะเห็นกันจนเจนตาตามงานคอนเสิร์ตต่างจังหวัด
หรือจากรายการถ่ายทอดสดจำพวก เวทีไทย อะไรเทือกนี้ และกลุ่มบุคคลเหล่านี้นี่เอง ที่จะมีความสามารถในการเต้นอย่างสูงส่ง เพราะพวกเขา
และเธอจะเต้นได้ตลอดเวลาโดยไม่สนใจว่าจังหวะเพลงจะเอื้อกับการออกท่าหรือไม่........ อ๋อ ไอ้ที่บอกว่าเป็นแอร์ จริงๆแล้วไม่ใช่ใช่ไหมต้อม
ยอมรับมาซะดีๆนะ คริ คริ
และแล้วเมื่อเวลาเดินมาจนถึงห้าทุ่มเศษ สมาชิกที่เท้าไฟที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด ก็ได้ยินยอมที่จะรามือไปจากการสมัครสมานปล่อยของ
ที่เราอัดอั้นกันมานานได้เสียที
ในตอนนั้น ถ้าไม่นับพี่เปิ้ลที่ไปๆมาๆระหว่างห้องพัก และเวที ด้วยเพราะนอกจากที่พี่เปิ้ลจะเป็นแฟนพันธ์แท้ของโรส-ซ่าที่มีข้อต่อรองสุดพิเศษ
เป็นการร้องเพลงแดนซ์ และเต้นกระจายอย่างที่พบเห็นไม่ได้จากการแสดงใดๆแล้ว พี่เปิ้ลยังเป็นแฟนพันธ์แท้ของบรรดานักล่าฝันอีกด้วย – คืนนั้น
ถึงกับทำให้พี่เปิ้ลเกิดอาการรักนักร้องเสียดายว่าที่นักร้องอย่างเห็นได้ชัด
และยังมีแม่ลูกตระกูลหมูของเราที่ต้องเข้านอนอย่างช่วยไม่ได้เพราะไม่ว่าจะด้วยเพราะถึงเวลานอนของเหล่าหลานๆแล้ว พี่หมูคงเล็งเห็นแล้วว่า
เด็กๆเองไม่ควรจะได้มาเห็นภาพอันน่ากลัวของพวกน้าๆป้าๆที่พร้อมใจกันกลายร่างมาเต้นเป็นหางจิ้งจกตกใจ + ไส้เดือนถูกขี้เถ้า บูชายัญเทพเจ้ากวนอูอย่างนี้ เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า คนเราเมื่อได้ประสบกับเหตุการ์ณอันเลวร้าย สมองเราจะสั่งการให้จดจำภาพเหตุการณ์
เหล่านั้นโดยอัตโนมัติ และมันจะติดตามหลอกหลอนเราไปตลอดชีวิต นับว่า แฮมและเบ๊บโชคดีเหลือหลายแล้ว ที่รอดคืนนั้นมาได้ลูก




ม้อด ก็นอนตัวตรงเป็นระเบียบเรียบร้อยรักษาคอนเซ็ปต์อยู่บนเตียง ด้วยความที่เราก็กังวลว่าจะโดนหวัดเล่นงานซะก่อน เราก็เลยปลุกม้อดขึ้นมาเพื่อให้สอดตัวลงในผ้าห่ม แล้วก็ปล่อยให้นอนต่อไป
ส่วนบ้านพี่หมู เมื่อเห็นว่าไฟปิดเรียบร้อยแล้ว เราก็มิได้ทำการรบกวนแต่อย่างใด

ได้ยินดังนั้น ต้องก็สวนออกมาทันทีว่า “อะไรพี่ออฟ ก็ตอนที่ต้องถามพี่ว่าเล่นน้ำไหม พี่ออฟก็ไม่ได้ว่าอะไร
พอต้องถามว่าพี่ออฟ นาฬิกาพี่ออฟกันน้ำได้ไม๊ พี่ออฟก็บอกว่า งั้นก็ถอดนาฬิกาออกก่อนก็แล้วกัน
ไม่เท่านั้นนะพี่ออฟยังชี้ไปที่กระเป๋ากางเกงตัวเองบอกต้องว่า ให้เอาของในกระเป๋าออกก่อนเพราะปล่อยให
้โดนน้ำไม่ได้ พอตอนต้องจับแขนพี่ออฟไปที่ริมสระทำท่าเหมือนจะผลักพี่ออฟลงน้ำ ก็เป็นพี่ออฟอีกนี่แหละ
ที่โดดลงน้ำไปเอง อย่างนี้พี่ออฟจะมาบอกว่าต้องแกล้งพี่ออฟได้ยังไงอีกอ่ะ” เมื่อพูดเสร็จ ต้อง โอ และเอ้อ
ก็เดินจากไป เข้าใจว่าหนาวและง่วงเต็มทีแล้ว
ส่วนพี่ออฟก็ทนหนาวไม่ไหว เดินเซื่องๆตามไปด้วยอีกคน
เวลาผ่านไปไม่ถึงยี่วิบนาที ก็ถึงแก่เวลาที่กลุ่มเล่นเกมมองหน้ากันอย่างยินยอม ว่าสมควรแก่เวลาที่จะต้องรามือ
ไปจากเกมที่แลสจะดุเดือดนี้ ทันใดนั้นเองก็มีพี่ออฟในชุดพร้อมนอนถือหวีในมือเดินเข้ามานั่งจุ๊มปุ๊ก
และบ่นออดแอดว่าหนาวอย่างนั้น หนาวอย่างนี้ไม่ขาดปาก พี่เบธจึงพูดตัดบทด้วยการเชิญชวนทุกคนที่เหลือ
ให้ไปนั่งกันที่ห้องพี่เบธ เพราะพี่เบธกำลังจะไปทำมิโกเล็งให้พี่โป้งกิน ได้ยินดังนั้น พี่ออฟก็ตบปากรับคำทันที
แต่น้อยหน่ายังงงอยู่

