ชานชรา

Login จ้า.... (ยังไม่เปิดบริการ)

ชื่อ
รหัสผ่าน
ลืมรหัสผ่าน



..............ดูเหมือนว่าคืนแรกจะผ่านพ้นไปด้วยดีแล้ว แต่.......มันยังไม่เท่านี้น่ะสิ มันมีอะไรมากกว่านั้น.......

.............สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร วะ ฮ่าฮ่า..........

 

 




 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ต้องขอย้อนความไปยังตอนหัวค่ำกันสักนิด เนื่องจากทริปนี้เราได้จัดเครื่องดื่มมากมายเอาไว้สำหรับชาวทริปได้เลือกดื่มกันตามอัธยาศัย
ด้วยความที่ต้องซ้อมการจะต้องก้าวไปเป็นนางฟ้าปีกอ่อนอีกคนหนึ่งจึงได้พยายามทดลองผสมเครื่องดื่มหลายๆรูปแบบ
เพื่อสร้างความคุ้นเคยหากต้องผสมค็อกเทลจริงๆ แต่อย่างไรก็ดีเหมือนว่าจะขายไม่ดีเท่าไรเพราะไม่มีใครหลวมตัวมาสั่งเลย
จนเมื่อได้ยินเสียงสวรรค์จากแจนว่า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แจน : “น้อยหน่า เอามาแก้วนึงให้ม้อด” ทำท่าพยักเพยิด
ไปทางม้อดที่ยืนอยู่ไกลๆ ผู้กำลังง่วนกับการย่างเนื้อและ
ดูไม่มีท่าทีว่าจะสนใจค็อกเทลของน้อยหน่าเพียงน้อย

น้อยหน่า : “เหรอ ม้อดเอาจริงเหรอ” ถามแจนกลับไป
ด้วยหน้าเหรอหราด้วยความไม่เชื่อใจ แต่ในขณะเดียวกัน
ก็ขยับมือเป็นระวิงกันเลยทีเดียว

แจน : (ไม่ตอบ แต่ทำหน้าตาขึงขังคล้ายๆเป็นการตอบอ้อมๆว่า
--- เชื่อชั้นเถอะน่า)

น้อยหน่า : “อ่ะนี่ ได้แล้ว” พูดพลางกุลีกุจอส่งแก้วให้
พร้อมกับจับสายตาตามแก้วไปเพื่อดูหน้าของม้อด
เมื่อรับแก้วว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างไร

ม้อด : (ตะโกนมาจากเตาย่างบาร์บีคิว) “นี่น้ำเปล่าเหรอ
ทำไมมันขุ่นๆล่ะน้อยหน่า”
ถามด้วยสีหน้างุนงงเพื่อ
ย้ำความมั่นใจในความปลอดภัยก่อนบริโภค

 

เมื่อตัดเค็กวันเกิดเรียบร้อย เหมือนว่าน้อยหน่าตาฝาด
เพราะเห็นภาพม้อดที่กำลังคีบเค็กชิ้นย่อมๆไว้ด้วยนิ้วโป้งและนิ้วชี้ด้วยมือข้างซ้ายเหมือนพยายามที่จะป้อนให้เข้าปากตัวเอง
แต่ว่ามือเจ้ากรรมกลับมาเท้าอยู่ตรงหว่างหน้าผากและแปะเอาไว้นิ่งๆอย่างนั้น (คือนึกง่ายๆนะคะ มันคืออาการก่ายหน้าผากด้วยหลังมือ
ที่นิ้วทั้งสองตามที่กล่าวกำลังหนีบเค็กเอาไว้) จากนั้นม้อดก็ไม่ไหวติงอีกต่อไป คล้ายๆว่ามีคนเอากล้องดิจิตอลที่มีความสามารถ
ในการหยุดภาพเคลื่อนไหวได้มาถ่ายม้อดเก็บเอาไว้อย่างไรอย่างนั้น ผิดเพียงว่าทั้งภาพและของจริงก็นิ่งเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน

หลังจากที่ได้ชี้ชวนกันดูม้อดอย่างเอ็นดูจนพอใจแล้ว (ม้อด น้อยหน่าขอโทษที่ไม่กระทั่งรู้สึกผิดที่ได้ทำกับม้อดอย่างนี้)
เราจึงได้พยายามปลุกม้อดเพื่อเช็คอาการกันอีกที แต่ม้อดก็ยังยืนยันว่ายังไหว และพิสูจน์โดยการขึ้นไปร้องเพลงให้เราฟัง
เพื่อแสดงให้เราเห็นว่าสิ่งที่เรากำลังกังวลอยู่นั้น มันไม่จริงเลย.............

คาราโอเกะเสียงโพลีโฟนิคของเราด้วยเพลงที่จังหวะคร่อมไปมาอย่างแหลกลาญ และไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆแม้แต่น้อย
......."ช้านหวงงงงงงงงงงงงงง ช้านนนนนนนมาทวงของงงงงงงงงงงช้านนนนนนนนนนคืน............" ........ม้อดเอ๊ย
พวกช้านนนนท้างหลายนี่แหละที่จำได้ดีทีเดียว

 

 

 

 

 

จะร้องเพลงให้โรสฟังจริงๆเหรอ

น้อยหน่า : ด้วยความกลัวเสียลูกค้า และคิดว่าม้อดเอง ก็น่าจะมีภูมิต้านทาน
ค็อกเทลอยู่บ้างไม่มากก็น้อย เลยตอบไปอย่างทันควันว่า
“น้ำเปล่า กินๆไปเหอะ ไม่เป็นไรหรอก”

ม้อด : ได้ยินดังนั้นก็ก้มลงจิบ แล้วทำหน้าตาแปลกๆ

น้อยหน่า : เห็นดังนั้นแล้วตะโกนไปว่า “กินได้ไม๊ กินไม่ได้ก็ไม่ต้องกินนะ”
เนื่องจากเป็นห่วงม้อดอย่างสุดซึ้ง

ม้อด : หันมายิ้ม แล้วโบกมือ พร้อมตอบว่า “กินได้ๆ อร่อยดี ไม่เป็นไร”

น้อยหน่า : เมื่อได้ยินคำตอบจากม้อดว่ามาอย่างนี้ น้อยหน่าก็ให้สบายใจเป็นอันมาก

...................เวลาผ่านไปไม่นาน .......................

ม้อด : น้อยหน่าเห็นม้อดเดินส่ายอาดๆเข้ามา ในมือถือแก้วเปล่า
มาหยุดอยู่ตรงหน้าแล้วเอ่ยว่า “น้อยหน่า เอาอย่างเมื่อกี้อีกแก้ว”
พูดเสร็จทำภาษามือบอกตัวเลขหนึ่งเพื่อเป็นการยืนยันความประสงค์

น้อยหน่า :
หันขวับกลับมามองม้อดด้วยสายตาไม่เชื่อ แต่มือก็คว้าหมับรับแก้ว
มาจากม้อด แล้วจึงส่งแก้วที่มีค็อกเทลเต็มเปี่ยมกลับคืนไปให้ม้อด

ม้อด : เมื่อรับแก้วแล้วก็ไม่พูดพล่ามทำเพลง ลงมือดื่มต่อทันที

 

 

 

 

 

 

 

 

..................เวลาต่อมา......................................

หลังจากที่เราเริ่มเล่นเกมกัน เราก็ได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของม้อดทีละน้อยๆ
เพราะหน้าม้อดเริ่มแดงขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังดูสนุกสนานรื่นเริงและเป็นกันเองอย่างรุนแรง ได้เห็นดังนั้น
น้อยหน่าจึงปลงใจเชื่อแทบจะในทันทีว่า แท้ที่จริงแล้วนอกจากที่ม้อดจะเป็นคนที่มีความสามารถ
ด้านกีฬาร้อยแปดอย่างแล้ว ม้อดยังเป็นองค์ประทับของเทพเจ้ากวนอูในยามวิกาลของ
คืนเดือนเพ็ญอีกด้วย ด้วยความเป็นห่วงพวกเราก็ได้แต่ทักถามอาการของม้อดว่ายังเป็นสุขดี
หรือไม่อย่างไร

และเท่าที่ม้อดตอบได้ (ม้อดเอง ก็ดูไม่ค่อยแน่ใจตัวเองเหมือนกัน เกี่ยวกับตัวเองว่ารู้สึกอย่างไร
เอ หรือว่าเป็นเพราะอิทธิฤทธ์ขององค์บังคับไม่ให้พูดเนี่ยะ) ม้อดก็ได้แต่บอกเราว่า ไม่เป็นไร
ไม่ต้องเป็นห่วง สบายดี แต่แล้ว.......... ม้อดก็เริ่มนิ่ง.......นิ่ง...............และนิ่งขึ้นเรื่อยๆ

 

 

โอ้! ต้องน้อยที่น่าหงเหิน อาจเป็นเพราะต้องไม่ได้เฉลียวใจมาก่อนเลยว่า ห้องน้ำของห้องนี้นั้น มีน้ำตกอยู่ข้างใน และไอ้เสียงน้ำที่ได้ยิน
ก็คือเสียงของน้ำตกภายในห้องนั่นเอง.......ส่วนม้อด ในวันรุ่งขึ้น ม้อดได้เล่าถึงความรู้สึกของตัวเองให้เราทุกคนได้ฟังถึงเหตุการ์ณที่เกิดขึ้น
จากความทรงจำที่เลือนลางว่า ตนเองก็พอจะรู้ว่ามีคนมาเคาะเรียก แต่ตอนนั้น ม้อดไปเปิดประตูรับไม่ได้ เพราะกำลังกอดคอหยอกล้อ
พูดคุยอย่างสนิทสนมกับเพื่อนสนิทคนใหม่อยู่......ได้ฟังอย่างนี้แล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าควรจะสงสารใครมากกว่ากัน

 

แต่แล้วหลังจากที่เสร็จสิ้นการร้องเพลงแบบ ม้อด ม้อด........
ราวกับว่าเทพเจ้ากวนอูได้สำแดงฤทธาอภินิหาร เพราะร่างทรงม้อดนั้นได้หายไป
อย่างไร้ร่องรอยทิ้งไว้เพียงความฉงนสนเท่ห์ของบรรดาสมาชิกที่เหลือ
ถึงการหายไปของม้อดจนต้องส่งทีมกู้ชีพเข้าค้นหา แรกเลยเนี่ยเป็น โอ ที่มาเล่า
ให้ฟังทีหลังว่าโอเข้าไปเห็นม้อดนินอยู่บนเตียง เหงื่อโทรมกาย จนโอทนไม่ไหว
ต้องเดินไปเปิดแอร์ให้ม้อด เมื่อแอร์เริ่มทำงาน ม้อดก็สลึมสลือเงยหน้าขึ้นมา
แล้วเอ่ยว่า “เออ ขอบใจมาก” ก็อย่างที่บอกว่าแม้องค์จะลงม้อด
แต่องค์ก็ไม่สามรถลบล้างความสุภาพเรียบร้อยมีสัมมาคารวะไปจากม้อดได้เลย
(ของเค้าดีจริงๆนะนี่)

ทีมแรกผ่านไป พอมาถึงทีมที่สอง เป็นต้องและใครอีกซักคนนี่แหละ (ขอโทษท
ี จำไม่ได้จริงๆ) เล่าให้ฟังว่า เห็นว่าม้อดหายไปนานก็เลยไปตามที่ห้อง
เพื่อเช็คความปลอดภัย แต่เมื่อเข้าไปในห้องก็ต้องตกใจแทบสิ้นสติ
เมื่อไม่เห็นแม้แต่เงาของม้อดอยู่บนเตียง มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น
ที่ยืนยันการมีชีวิตอยู่ของม้อดคือห้องน้ำที่ล็อคอยู่ รู้ดังนั้น ต้องจึงแนบหูเข้ากับ
ประตูแล้วลองฟังเสียง

เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงน้ำไหลอย่างต่อเนื่อง น้อยหน่าเดาว่า
ตอนนั้นต้องคงกำลังนึกว่าตัวเองกำลังอยู่ในฉากหนึ่งในหนังที่พบว่า
เพื่อนของตัวเองขังตัวอยู่ในห้องน้ำในขณะที่หมดสภาพโดยมีเสียงน้ำที่เปิดเอาไว้
ยืนยันว่าคนที่อยู่ในห้องน้ำนั้น ไม่มีแม้ความสามรถในการปิดน้ำได้........
ไม่พูดพล่ามทำเพลง ต้องจึงเริ่มเคาะประตูและเรียกม้อดให้ออกมาจากห้องน้ำ
อย่างบ้าคลั่ง (กรุณานึกภาพตาม คล้ายๆกับว่าพระเอกตามมาช่วยเพื่อนพระเอกที่เพิ่งประสบกับเหตุการณ์
สะเทือนใจอะไรมาซักอย่าง แล้วขังตัวอยุ่ในห้องน้ำ เพื่อกระทำการใดๆ
ที่เป็นผลร้ายต่อตัวเอง เพราะจะได้อารมณ์มาก --- แต่กรณีของม้อดนั้น
ไม่ได้ดราม่าขนาดนั้นนะ อิอิ)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ในระหว่าง ช่วงเวลาชั่วโมงพิศวงที่ทุกคนต้องประสบกับเทพกวนอูลงประทับม้อดนั้น
พวกเราต่างร้องเพลงโดยการนำของโรส-ซ่า และเต้นรำกันอย่างรุนแรง ต่อเนื่อง
โดยไม่สนใจกระทั่งสังขารของตนเอง มองเผินๆแล้วดูคล้ายกับว่า พวกเรากำลังเต้น
และร้องเพื่อบูชาเทพเจ้ากวนอูที่มาทรงมาประทับอยู่กับเราอย่างไรอย่างนั้น
ซึ่งหนึ่งในสมาชิกทริปคราวนี้มีสไตล์การเต้นที่เราภาคภูมิใจเสียเหลือเกิน.......
พี่นุช ที่เมื่อตกดึก ได้ปล่อยสเต็ปต่างๆออกมา จนใครๆที่ต่างได้เห็นต้องจ้องมอง
ด้วยความรู้สึกเอ็นดูไปเสียทุกครั้ง....พี่นุช น้อยหน่าเหมือนเห็นพี่นุชเต้น
มูนวอล์คด้วยนะ แต่เวอร์ชั่นพี่นุชน่ะ น่ารักมั่กๆ ไม่เชื่อถามโรสสิ ที่ขนาดโรสเห็น
ยังหันขวับกลับไปนั่งจ้องพี่นุชอยู่ตั้งนาน แต่อันนี้ น้อยหน่าไม่รู้ว่าจะมีใครแอบถ่าย
เก็บเอาไว้รึเปล่านะคะ อิอิ


นอกจากนี้ยังมีต้อม ที่อาศัยการเต้นอย่างไม่ดูอีร้าค่าอีรมใดๆ ......กระทั่งเพลงช้า
ต้อมยังเต้นมาแล้ว.....ข้อพิสูจน์ชัดๆสามารถเห็นได้จากเมื่อตอนที่เพลงแค่บอกว่ารักเธอ
วงหมีพูห์ ที่คืนนั้นมีพี่โป้ง สุรสีห์ร้องนำนั้น น้อยหน่าได้เห็นต้อมเดินฉับๆเข้ามา
ทางด้านหลังแล้วก็โยกตัวด้วยความเร็วสูงเย้วๆอยู่ด้านหลังของโรส
ตัวโรสเองที่กำลังตั้งใจซึมซับความไพเราะของเพลงะช้าๆผ่านการถ่ายทอดของพี่โป้ง
สุรสีห์ของเราก็ไม่ได้เฉลียวใจใดๆเลยว่าเพื่อนของตัวเองของขึ้นมา ยืนเต้นปล่อยของ
อยู่ด้านหลัง ....... เพลงช้านะจ๊ะต้อม มันเป็นเพลงช้า

 

 

 

 

 

เอ! หรือว่างานอดิเรกของต้อมคือการเดินสายไปเป็นหน้าม้าเต้นหน้าเวทีคอนเสิร์ต ซึ่งโดยมากเราจะเห็นกันจนเจนตาตามงานคอนเสิร์ตต่างจังหวัด
หรือจากรายการถ่ายทอดสดจำพวก เวทีไทย อะไรเทือกนี้ และกลุ่มบุคคลเหล่านี้นี่เอง ที่จะมีความสามารถในการเต้นอย่างสูงส่ง เพราะพวกเขา
และเธอจะเต้นได้ตลอดเวลาโดยไม่สนใจว่าจังหวะเพลงจะเอื้อกับการออกท่าหรือไม่........ อ๋อ ไอ้ที่บอกว่าเป็นแอร์ จริงๆแล้วไม่ใช่ใช่ไหมต้อม
ยอมรับมาซะดีๆนะ คริ คริ

และแล้วเมื่อเวลาเดินมาจนถึงห้าทุ่มเศษ สมาชิกที่เท้าไฟที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด ก็ได้ยินยอมที่จะรามือไปจากการสมัครสมานปล่อยของ
ที่เราอัดอั้นกันมานานได้เสียที

ในตอนนั้น ถ้าไม่นับพี่เปิ้ลที่ไปๆมาๆระหว่างห้องพัก และเวที ด้วยเพราะนอกจากที่พี่เปิ้ลจะเป็นแฟนพันธ์แท้ของโรส-ซ่าที่มีข้อต่อรองสุดพิเศษ
เป็นการร้องเพลงแดนซ์ และเต้นกระจายอย่างที่พบเห็นไม่ได้จากการแสดงใดๆแล้ว พี่เปิ้ลยังเป็นแฟนพันธ์แท้ของบรรดานักล่าฝันอีกด้วย – คืนนั้น
ถึงกับทำให้พี่เปิ้ลเกิดอาการรักนักร้องเสียดายว่าที่นักร้องอย่างเห็นได้ชัด

และยังมีแม่ลูกตระกูลหมูของเราที่ต้องเข้านอนอย่างช่วยไม่ได้เพราะไม่ว่าจะด้วยเพราะถึงเวลานอนของเหล่าหลานๆแล้ว พี่หมูคงเล็งเห็นแล้วว่า
เด็กๆเองไม่ควรจะได้มาเห็นภาพอันน่ากลัวของพวกน้าๆป้าๆที่พร้อมใจกันกลายร่างมาเต้นเป็นหางจิ้งจกตกใจ + ไส้เดือนถูกขี้เถ้า บูชายัญเทพเจ้ากวนอูอย่างนี้ เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า คนเราเมื่อได้ประสบกับเหตุการ์ณอันเลวร้าย สมองเราจะสั่งการให้จดจำภาพเหตุการณ์
เหล่านั้นโดยอัตโนมัติ และมันจะติดตามหลอกหลอนเราไปตลอดชีวิต นับว่า แฮมและเบ๊บโชคดีเหลือหลายแล้ว ที่รอดคืนนั้นมาได้ลูก

 

 

 

 

 

 

รวมถึงม้อดที่นอกจาก
จะต้องเป็นร่างทรงแล้ว
ม้อดยังต้องประคองร่างทรง
ไปสนทนากับเพื่อนสนิท
คนใหม่ที่ @ ปราณอีกด้วย
...........เพื่อนใหม่ชื่อ
น้องคอห่านดีกว่าพวกเรา
มากนักหรือไงม้อด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พวกเราที่เหลืออันได้แก่ พี่ออฟ พี่โป้ง พี่เบธ น้อยหน่า โอ ต้อง และเอ้อ ต่างย้ายทำเลทองมาที่ส่วนกลางที่เราเอาไว้เล่นเกมและรับประทานอาหาร
ส่วนโรส ต้อม และพี่นุช ต่างแยกย้ายกันไปนอน

แต่ก่อนที่จะนอน พวกเราได้เข้าไปเช็คสภาพสมาชิกที่หายไปก่อนหน้าว่ายังอยู่กันดีหรือไม่ และเราก็พบว่า พี่เปิ้ลผล็อยหลับไปทั้งๆที่ยังไม่ถึงเวลา
ประกาศผลเอเอฟฯ .........เอ่อ ไม่รู้จะสงสารหรือขำดีอ่ะค่ะ เพราะตั้งแต่หัวค่ำก็เป็นพี่เปิ้ลนี่แหละที่ดูหมายมั่นปั้นมือ ตั้งตารอดูเอเอฟฯเสียเหลือเกิน
แต่สุดท้ายความตั้งใจพ่ายแพ้ต่อความเหนื่อยล้าของค่ายทหารคืนแรกของเราไม่ได้ คริ คริ

ม้อด ก็นอนตัวตรงเป็นระเบียบเรียบร้อยรักษาคอนเซ็ปต์อยู่บนเตียง ด้วยความที่เราก็กังวลว่าจะโดนหวัดเล่นงานซะก่อน เราก็เลยปลุกม้อดขึ้นมาเพื่อให้สอดตัวลงในผ้าห่ม แล้วก็ปล่อยให้นอนต่อไป

ส่วนบ้านพี่หมู เมื่อเห็นว่าไฟปิดเรียบร้อยแล้ว เราก็มิได้ทำการรบกวนแต่อย่างใด

 

 

และแจน ที่ปลีกตัวออกจากกลุ่มเต้นบูชายัญเพื่อไปหามุมสงบโทรศัพท์ ซึ่งนี่ก็ลงทุน
มาถึงปราณเพื่อคุยโทรศัพท์ก็แล้ว เปลี่ยนอิริยาบทในการคุยเป็น ทั้งการเดินคุยก็แล้ว นั่งคุยก็แล้ว
นอนคุยก็แล้ว.......ก็ยังไม่ถึงใจแจน เพราะสุดท้าย เราก็มาเจอแจน ในขณะที่ลงไปคุยโทรศัพท์
ในสระว่ายน้ำ........ เออ เอากะแจนสิ นับถือจริงๆที่แจนมีความคิดสร้างสรรค์เป็นเลิศ
ในการหาที่คุยโทรศัพท์ )

 

 

 

 

 

......โอ ต้อง และ เอ้อ เมื่อได้รู้ว่าแจนลงเล่นน้ำ (ที่จริงก็คือคุยโทรศัพท์เป็นหลักอ่ะนะ) เหมือนได้แรงยุยงส่งเสริม
ทั้งสามจึงรีบเปลี่ยนชุดไปเล่นน้ำเป็นเพื่อนแจนทันที โดยมีพี่ออฟเดินตามไปสังเกตการ์ณอยู่ด้วย ส่วนคนที่เหลือ
ก็รวมกันนั่งเล่นเกมที่พี่โป้งและพี่เบธนำเสนอกันอย่างเอาเป็นเอาตาย (เกมที่ต้องดึงแท่งไม้หรือแท่งพลาสติก
(ของที่เราเล่นกันเป็นไม้) ที่วางชั้นละสามแท่งต่อหนึ่งชั้น และแต่ละชั้นจะวางสลับขวางแนวกันไปมาเป็นเหมือนหอคอย
โดยผู้เล่นแต่ละคนจะต้องดึงแท่งไม้หรือพลาสติกได้คนละหนึ่งแท่งต่อหนึ่งครั้งโดยเมื่อดึงแล้วให้เอามาเรียง
เอาไว้ด้านบนเพื่อต่อยอดหอคอยให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆโดยห้ามทำล้ม) และเกมนี้เองก็กลายมาเป็นเกม
ที่พี่ออฟนำมาใช้เพื่อแจกของรางวัลชิ้นหย่ายสุดพิเศษของพี่เปิ้ลในวันที่สองของทริป


เล่นเกมกันได้ระยะหนึ่ง เราก็เห็นแจน ทะยอยขึ้นมาจากน้ำเป็นคนแรก จนเมื่ออีกสักพัก เราจึงได้เห็นคนที่เหลือ
ขึ้นจากน้ำตามมา อันได้แก่ ต้อง โอ และ เอ้อ ที่เดินมาพร้อมของในมือ เมื่อเห็นพวกเรายังนั่งเล่นเกมห้ำหั่นกัน
อย่างไม่มีทีท่าว่าจะเลิกกันได้โดยง่าย ต้องจึงเอาของในมือมาฝากเอาไว้ที่น้อยหน่า พร้อมทั้งบอกสั้นๆแค่ว่า

“อ่ะ พี่น้อยหน่า ฝากหน่อยนะ นี่ของพี่ออฟหมดเลย และนี่ก็กล้องของพี่ม้อด”
และแล้ว ทั้งสามก็ทำท่ารีบร้อน
จะเดินจากไป เหมือนหนีอะไรซักอย่าง แต่ก็ไม่ทัน.........

เพราะ อะไรซักอย่างของต้อง ก็เดินมาด้วยอาการตัวสั่นงันงก และฟ้องเราทุกคนที่นั่งอยู่ว่า

“เนี่ยะ ออฟโดนต้องแกล้งผลักตกน้ำ หนาว หนาวมากๆเลยนะนี่” พี่ออฟพูดพลาง ทำท่ากอดตัวเองไปพลาง


ได้ยินดังนั้น ต้องก็สวนออกมาทันทีว่า “อะไรพี่ออฟ ก็ตอนที่ต้องถามพี่ว่าเล่นน้ำไหม พี่ออฟก็ไม่ได้ว่าอะไร
พอต้องถามว่าพี่ออฟ นาฬิกาพี่ออฟกันน้ำได้ไม๊ พี่ออฟก็บอกว่า งั้นก็ถอดนาฬิกาออกก่อนก็แล้วกัน
ไม่เท่านั้นนะพี่ออฟยังชี้ไปที่กระเป๋ากางเกงตัวเองบอกต้องว่า ให้เอาของในกระเป๋าออกก่อนเพราะปล่อยให
้โดนน้ำไม่ได้ พอตอนต้องจับแขนพี่ออฟไปที่ริมสระทำท่าเหมือนจะผลักพี่ออฟลงน้ำ ก็เป็นพี่ออฟอีกนี่แหละ
ที่โดดลงน้ำไปเอง อย่างนี้พี่ออฟจะมาบอกว่าต้องแกล้งพี่ออฟได้ยังไงอีกอ่ะ”
เมื่อพูดเสร็จ ต้อง โอ และเอ้อ
ก็เดินจากไป เข้าใจว่าหนาวและง่วงเต็มทีแล้ว

ส่วนพี่ออฟก็ทนหนาวไม่ไหว เดินเซื่องๆตามไปด้วยอีกคน

เวลาผ่านไปไม่ถึงยี่วิบนาที ก็ถึงแก่เวลาที่กลุ่มเล่นเกมมองหน้ากันอย่างยินยอม ว่าสมควรแก่เวลาที่จะต้องรามือ
ไปจากเกมที่แลสจะดุเดือดนี้ ทันใดนั้นเองก็มีพี่ออฟในชุดพร้อมนอนถือหวีในมือเดินเข้ามานั่งจุ๊มปุ๊ก
และบ่นออดแอดว่าหนาวอย่างนั้น หนาวอย่างนี้ไม่ขาดปาก พี่เบธจึงพูดตัดบทด้วยการเชิญชวนทุกคนที่เหลือ
ให้ไปนั่งกันที่ห้องพี่เบธ เพราะพี่เบธกำลังจะไปทำมิโกเล็งให้พี่โป้งกิน ได้ยินดังนั้น พี่ออฟก็ตบปากรับคำทันที
แต่น้อยหน่ายังงงอยู่

 

เมื่อไปถึง พี่โป้งก็หย่อนตัวลงที่นั่งและลงมือเกากีต้าร์ทันที พร้อมบ่นให้ฟังถึงความรู้สึกประหม่า ทุกๆครั้งที่ต้องร้องและเล่นเพลงของโรสต่อหน้าโรส ทั้งที่ฝึกฝนมาอย่างดีแล้ว น้อยหน่ารู้พี่ ว่ามันน่าจะเกิดจากการที่เราตื่นเต้นที่เราจะต้องทำอะไรอย่างนี้ให้กับคนที่เราชื่นชมได้ดู ยิ่งถ้าสิ่งที่เราจะทำนั้น เป็นสิ่งที่คนที่เราชื่นชมถนัดและทำได้ดีเป็นที่สุดอย่างหนึ่งแล้วด้วย เราจะยิ่งประหม่าอย่างหาที่เปรียบไม่ได้กันเลยทีเดียว น้อยหน่าก็ได้แต่ให้กำลังใจพี่โป้งเพื่อให้พี่โป้งเดินหน้าฝึกฝนต่อไป เพื่อจะได้ลดอาการประหม่าและเล่นเพลงให้โรสอึ้งให้ได้ซักวัน สู้ๆนะคะพี่โป้ง

ในระหว่างนั้น เราก็ได้เห็นพี่ออฟงอแงจะเป่าผมซะให้ได้ เมื่อเป่าผมเรียบร้อย พี่ออฟก็ขึ้นไปนอนคว่ำแผ่สองสลึงอยู่บนที่นอนของเจ้าของห้องทันที
และก็นิ่งไป จนเมื่อพี่เบธขึ้นมา พร้อมถือชามมิโกเล็งชามใหญ่ ที่โปะหน้าด้วยไข่เจียวที่ทอดจนกรอบ (พี่เบธบอกว่า มิโกเล็ง ถ้าจะให้อร่อย
ตามต้นฉบับนั้น ต้องกินพร้อมกับไข่ดาวกรอบๆนี่แหละ) เมื่อได้อาวุธพวกเราก็ไม่รอช้า ต่างลงมือสังหารหมู่มิโกเล็งทันที และในบัดนั้นเอง
น้อยหน่าก็ได้พบกับอาหารชั้นเทพในตำนานที่ไม่เคยได้กินมาก่อน มิโกเล็งนั้นเอร็ดอร่อยอย่างรุนแรงและเกินต้านทาน จนเมื่อกินหมด
(อย่างรวดเร็วไปแล้ว) น้อยหน่าก็ยังเพ้อถึงอยู่ตลอดเวลา ต้องขอขอบคุณพี่เบธตรงนี้อีกทีเลยนะคะสำหรับฝีมือการทำมิโกเล็งที่ช่ำชอง
และการเปิดตาของน้อยหน่าให้สว่างด้วยการปรุงสุดยอดมิโกเล็งให้กิน ว้าว ว้าว (แล้วเมื่อไรจะได้กินมิโกเล็งฝีมือพี่เบธอีกเนี่ยะ)

เมื่อความสุขจบลง ก็ถึงเวลาที่งานเลี้ยงในคืนนี้ของพวกเราต้องยุติเสียจริงๆ น้อยหน่ากับพี่ออฟจึงค่อยๆคลานกลับมาที่ห้อง (คือเพิ่งได้ตระหนัก
กันว่า มันดึกมากแล้ว และที่สำคัญเราเหนื่อยกันมาก) พอมาถึงที่ห้องพี่ออฟก็ค่อยๆไหลลงไปนอนบนที่นอนข้างๆพี่นุชอย่างเงียบๆ
(ต้องบอกก่อนว่าห้องน้อยหน่ามีกันสามคน คือพี่ออฟ พี่นุชและน้อยหน่า) หลังจากที่น้อยหน่าอาบน้ำเรียบร้อยและเตรียมตัวที่นอนแล้วนั้น
ก็ได้เหลือบไปเห็นพี่นุชที่น่าสงสารโดนพี่สาวตัวเองแย่งผ้าห่มเอาไปเป็นสมบัติของตัวกว่าค่อนผืน น้อยหน่าจึงพยายามหย่าศึกการชิงผ้าห่ม
เพื่อป้องกันสมาชิกร่วมห้องเป็นหวัดกันไปเสียก่อนโดยการช่วยดึงผ้าห่มส่วนของพี่นุชกลับมาให้ และรีบนอน เพราะกลัวว่าตัวเองจะต้องมาเป็น
กรรมการแบ่งสรรผ้าห่มให้ทั้งสองจนไม่ได้หลับไม่ได้นอนเสียเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ในที่สุด เรื่องราวของการเดินทางในวันแรก ก็จบแว้ว

โปรดติดตามเรื่องราวของวันที่สองกันต่อไปละจ้า .......................